วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

งานชิ้นที่ 3

งานชิ้นที่ 3


งานในเนื้อหานี้ ให้นักศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับ
1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย
2. เทคนิคในการจัดกิจกรรมโดยใช้ภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย

        ในยุคที่ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาท กับการดำเนินชีวิตของคนไทยมากขึ้น เชื่อว่า พ่อแม่ทุกๆ คน อยากให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษได้เป็น และใช้ได้ดี แต่การจะพัฒนาทักษะทางภาษาให้ลูกอย่างได้ผลนั้น หลายๆ ท่านอาจมีคำถามว่า แล้วจะให้ลูกเริ่มเรียนเมื่อไรถึงจะใช้ได้ดี และใช้ได้เป็น วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ จากสถาบันสอนภาษาพิงกุมาฝากเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านกัน
              “เด็กวัยนี้เรียนรู้ด้วยวิธี การซึมซับจากตัวแบบ ดังนั้น ถ้าครูพูดภาษาอังกฤษกับเด็กในชั้นเรียนสม่ำเสมอ หรือคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาอังกฤษที่บ้านเป็นประจำ เด็กก็จะเรียนรู้และมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีได้ไม่ยาก”
               สำหรับปัจจัยที่สำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยท่านนี้ บอกว่า เด็กต้องสนุกกับการเรียน เช่น คุณครูใช้สื่อการสอนหลากหลายชนิด จัดรูปแบบกิจกรรมให้เด็กมีทางเลือก และพัฒนาความฉลาดที่หลากหลายตามแนวคิดของทฤษฎีพหุปัญญา เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการสอน กับครู กับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนตลอดเวลา ไม่มีการท่องศัพท์ ไม่มีความเครียด มีแต่ความสนุกสนาน
       “
ทฤษฎีพหุปัญญา คือ ทฤษฎีทางปัญญา ที่เชื่อว่า คนเราแต่ละคนมีความสามารถทางปัญญาหลากหลาย มีทั้งหมด 8 ด้าน คือ ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านภาษา ด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านการรู้จักตนเอง ด้านดนตรี ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านการเข้าใจธรรมชาติ ซึ่งครูสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์เพื่อจัดกิจกรรมให้เด็กพัฒนาปัญญาได้หลาย ด้าน
 “เนื่องจากเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พ่อแม่ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษตามวัยที่เหมาะสม และตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน แต่ไม่ควรคาดหวังการเรียนรู้ของเด็กสูงเกินไป เพียงแต่ให้เด็กได้ทำความรู้จักกับภาษา เกิดความชอบ ความคุ้นเคย เรียนอย่างสนุกสนาน และอยากไปโรงเรียน เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเด็กปฐมวัยแล้ว”
บทเรียนสำหรับเด็กอนุบาล
§  ทดสอบการจดจำพยัญชนะภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่
บทเพลงสนุกๆและน่ารักๆ
  ABC Song เพลง เอบีซี
ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=JEm6Ftxk2y8

  Are You Sleeping เธอกำลังหลับอยู่หรือ

  If You’re Happy and You Know It ถ้าเธอมีความสุข และเธอก็รู้
  Twinkle Twinkle Little Star ดาวระยิบระยับ
 ที่มา https://youtu.be/9HDeEbJyNK8

 Old MacDonald ลุงแม็คโดนัลกับฟาร์มของเขา
 ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=36lZMy222Rk&feature=youtu.be
  Incy Wincy Spider แมงมุมลาย
ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=MBxeKG7_Hq4&feature=youtu.be

นิทานภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก
  §  Goldilocks and the three bears โกลดิลอคส และหมีสามตัว
§  Little Red Riding Hood หนูน้อยหมวกแดง
§  Jack and the beanstalk แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์
§  The Little Mermaid ตำนานรักธิดาสมุทร

2. เทคนิคในการจัดกิจกรรมโดยใช้ภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
       ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาล
                Jolly Phonics คือ วิธีการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ สามารถออกเสียง อ่านออกและเขียนได้ อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนานกับการเรียนในขณะเดียวกัน ระบบการสอนนี้จะเน้นให้เด็กๆ เรียนรู้เสียงของตัวอักษร ผ่านการแสดงท่าทางด้วยสื่อหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้คือ เด็กๆ จะสามารถอ่านออกและเขียนได้ตั้งแต่ยังเล็ก
                เด็กๆ จะได้เรียนรู้เสียงของตัวอักษรต่างๆ ซึ่งสามารถเปล่งเสียงออกมาได้แตกต่างกัน 42 เสียง จากการแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวหรือนิทานที่น่าสนใจ ทำให้เด็กๆ สนุกไปกับการเรียนและสามารถจดจำเสียงของตัวอักษรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งนี้เด็กๆ ยังจะได้เรียนรู้การผสมเสียงเพื่อสร้างเป็นคำต่างๆ ได้มากมาย  การเรียนด้วยวิธีการนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนของเด็กๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น
สิ่งที่เด็กจะเรียนรู้
                - เรียนรู้การอ่าน เขียน และการออกเสียงผ่านการสอนแบบ Jolly Phonics ที่ทั้งสนุกและมีประสิทธิภาพต่อการกระตุ้นการเรียนรู้ทางภาษาของเด็กอนุบาล
                - ฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสนุกสนาน ผ่านหลากหลายกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การเล่นเกมส์ การร้องเพลง หรือการทายคำศัพท์
                - เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ และหลักการใช้ไวยากรณ์ที่ถูกต้องผ่านการฟังนิทานและเรื่องเล่าสำหรับเด็ก
                - สนุกสนานกับการเรียนภาษาอังกฤษในบรรยากาศที่เป็นมิตร เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของเด็กๆ
ผลจาการเรียนรู้
                - เกิดการพัฒนาทักษะทางการอ่านและการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ
                - ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นในการสื่อสาร โดยเฉพาะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ
                - เพิ่มคลังคำศัพท์ให้มากขึ้น สามารถใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างแม่นยำและถูกต้อง

ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอายุ 2 - 6 ปี

            เด็กเรียนรู้อย่างสนุกสนานจนไม่รู้ตัวเลยว่า พวกเขากำลังเรียนภาษาอังกฤษ! ที่ Helen Doron English เราเน้นการกระตุ้นประสาทสัมผัสหลายด้านอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กเล็กสามารถซึมซับสำเนียงภาษาอังกฤษ ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษ และเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น โดยเน้นการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ผ่านเพลง การเคลื่อนไหว เกม รวมถึงการดูแลอย่างทะนุถนอม

Fun with Flupe สำหรับเด็กเล็ก อายุ 2 – 6 ปี

                Fun with Flupe ติดตามเรื่องราวการผจญภัยแสนสนุกของ Paul Ward ซึ่งกระโดดเข้าไปอยู่ในหนังสือนิทานของตัวเอง เพื่อช่วย Granny Fix และ Flupe ซ่อมแซมสิ่งของต่าง ๆ ให้ถูกต้อง ผ่านบทกลอนภาษาอังกฤษที่ลงสัมผัสคำอย่างคล้องจอง เด็กจะได้เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 660 คำ การออกเสียงที่ถูกต้อง โครงสร้างพื้นฐานของรูปประโยคภาษาอังกฤษ
                เด็กจะได้เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 660 คำ การออกเสียงที่ถูกต้อง โครงสร้างพื้นฐานของรูปประโยคภาษาอังกฤษ หลักสูตรนี้ประกอบด้วยบทเพลงภาษาอังกฤษ 25 เพลง ในเนื้อหาทั้งหมด 12 ซีรี่ส์
หลักสูตรFun with Flupe เหมาะกับเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มเรียน หรือเป็นหลักสูตรต่อเนื่องจากหลักสูตร Baby’s Best Start.
   
สรุปด้วยตัวเอง
การสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัยจะต้องเน้นไปที่การเรียนรู้คำศัพท์เป็นเบื้องต้น ทั้งการฟัง การอ่าน และการเขียนควรเริ่มสอนจากสิ่งที่ง่ายๆ อาจสอนจากสิ่งที่เด็กพบเจอในชีวิตประจำวันเป็นประจำให้ ควรสอนให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ  อย่างไรก็ตามการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัยวัยจะต้องจัดให้กิจกรมมที่หลากหลายและมีความสนุกสนานซึ่งจะทำให้เด็กชอบและเรียนรู้ได้ดี

งานชิ้นที่ 2

งานชิ้นที่ 2




ให้นักศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ

1. หลักการ แนวคิด เกี่ยวกับภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย
2. ความหมาย ประโยชน์ ของภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย
3. ความสำคัญของภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย

1. หลักการ แนวคิด เกี่ยวกับภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย

กีเซล (Gesell)


•  พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างมีแบบแผนและเป็นขั้นตอน เด็กควรพัฒนาไปตามธรรมชาติไม่ควรเร่งหรือบังคับ


•  การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นจากการ การเคลื่อนไหว การใช้ภาษา การปรับตัวเข้าสังคมกับบุคคลรอบข้าง


การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก


• จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ


• ให้เด็กได้เล่นกลางแจ้ง


• จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ฝึกการใช้มือและ ประสาทสัมพันธ์มือกับตา


• จัดกิจกรรมให้เด็กได้ฟัง ได้พูดท่องคำคล้องจอง ร้องเพลง ฟังนิทาน


• จัดให้เด็กทำกิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม


ฟรอยด์ (Freud)


ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพ ของคนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หากเด็กไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ จะเกิดอาการชะงัก พฤติกรรมถดถอย คับข้องใจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก


การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก


•  ครูเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งการแสดงออก ท่าทีวาจา


•  จัดกิจกรรมเป็นขั้นตอน จากจ่ายไปหายาก


• จัดสิ่งแวดล้อมที่บ้านและโรงเรียนเพื่อส่งเสริมพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก


 อีริคสัน (Erikson)


• ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เด็กพอใจ ประสบผลสำเร็จ เด็กจะมองโลกในแง่ดี มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจผู้อื่น


• ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่พอใจจะมองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเองและไม่ไว้วางใจผู้อื่น


การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก


•  จัดกิจกรรมให้เด็กได้ประสบผลสำเร็จ พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมของห้องเรียน เพื่อนครู


•  จัดบรรยากาศในห้องเรียน ให้เด็กมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อสภาพแวดล้อม ครูและเพื่อน ๆ


เพียเจท์ (Piaget)


• พัฒนาการทางด้านเชาว์ปัญญาของเด็กเกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก มีการรับรู้จากสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และมีการปรับขยายประสบการณ์เดิม ความคิดและความเข้าใจให้ขยายมากขึ้น


• พัฒนาการของเด็กปฐมวัย (0 – 6 ปี)


1. ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหววัย 0 – 2 ปี เด็กเรียนรู้ทุกอย่างทางประสาทสัมผัสทุกด้าน


2. ขั้นความคิดก่อนปฏิบัติการวัย 2 – 6 ปี เริ่มเรียนภาษาพูดและภาษาท่าทางในการสื่อสารยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คิดหาเหตุผลไม่ได้จัดหมวดหมู่ได้ตามเกณฑ์ของตนเอง


การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก


• จัดกิจกรรมให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส ทั้ง 5


•  จัดให้เด็กฝึกฝนทักษะ การสังเกต การจำแนก เปรียบเทียบ


• จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสคิดหาเหตุผลเลือก และตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง


• จัดให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวไปสู่เรื่องไกลตัว และมีลักษณะที่เป็นรูปธรรม

2. ความหมาย ประโยชน์ ของภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย

  การศึกษาปฐมวัยหมายถึง

            “การจัดการศึกษาปฐมวัย”  หมายถึง  การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี (5  ปี  11 เดือน  29 วัน )  ซึ่งการจัดการศึกษาดังกล่าวจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากระดับอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่สำคัญต่อการวางรากฐานบุคลิกภาพและการพัฒนาทางสมอง  การจัดการศึกษาสำหรับเด็กในวัยนี้มีชื่อเรียกต่างกันไปหลายชื่อ  ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มีวิธีการและลักษณะในการจัดกิจกรรมซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยพัฒนาเด็กในรูปแบบต่าง ๆ กันการจัดการศึกษาปฐมวัยควรมีส่วนช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างเต็มที่  ซึ่งแนวคิดในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กในวัยนี้ทุกรูปแบบควรมีส่วนสำคัญดังที่มาสโซเกลีย (Massoglia. 1977 : 3 – 4 )  กล่าวเอาไว้ ดังนี้      1.  เป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทุกด้าน  นับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเริ่มเข้าเรียนในระดับโรงเรียน            

2.  วางพื้นฐานทางสุขภาพอนามัยให้กับเด็กตั้งแต่ต้นรวมทั้งเด็กที่มีข้อบกพร่องต่าง ๆ            3.  สิ่งแวดล้อมทางบ้านควรมีส่วนช่วยให้เด็กเจริญเติบโต และพัฒนาในทุก ๆ ด้าน            4.  พ่อแม่ควรเป็นครูคนแรกที่มีความสำคัญต่อลูก            5.  อิทธิพลจากทางบ้านควรมีผลต่อกระบวนการในการพัฒนาเด็ก

ประโยชน์ ของภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย           
ประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่เราได้ทราบถึงการใช้ภาษาในการพูดและการเขียนและหลักในการใช้คำในการอ่านและการพูด ทำให้สามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น
๑. ทักษะการใช้ภาษา
๒. ลักษณะการใช้ภาษาในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ
๓. การอ่าน และการฟัง

3. ความสำคัญของภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย

   ความสำคัญของภาษาอังกฤษภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทย และคนทั่วโลกไปแล้ว มนุษยชาติทุกวันนี้สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกันโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต การดูทีวี การดูภาพยนตร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์หนังสือคู่มือทางด้านวิชาการต่างๆ ฯลฯ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกมาในปัจจุบัน ถ้ามีความรู้ภาษาอังกฤษทั้งพูดและเขียนเสริมเข้าไปด้วยอีก โอกาสที่จะหางานก็จะไม่จำกัดแค่ในประเทศไทย เท่านั้น ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ท่านคงจะไม่ปฏิเสธได้ถึงสิทธิพิเศษที่ท่านมีเหนือคนอื่นที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ด้วยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทำให้โลกของเราแคบลงไปถนัดตา ทุกวันนี้ท่านสามารถรับรู้ข่าวสาร หรือติดต่อกับเพื่อนต่างชาติได้ภายในเสี้ยววินาที ท่านจะไม่เข้าถึงสิทธิพิเศษเหล่านี้เลย ถ้าท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษ ระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนของไทยหลายท่านอาจจะบอกว่า ประเทศไทยเราก็ให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมคนไทยถึงพูดภาษาอังกฤษสู้คนฟิลิปปินส์ไม่ได้เลย นั่นก็เพราะว่าหลักสูตรภาษาอังกฤษของกระทรวงศึกษาธิการของเรายังไม่ได้เน้นการพูดภาษาอังกฤษ จะเน้นแต่หลักไวยากรณ์ คำแปล และการอ่านเพื่อความเข้าใจและให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่จะต้องปรับปรุงอย่างมากในระบบการเรียนภาษาอังกฤษของไทยเราคือ การเน้นการพูดออกเสียง ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียงพยัญชนะแต่ละตัว การเน้นเสียงหนักเบา ซึ่งจะต้องมีสื่อช่วยสอนที่เป็นมัลติมีเดีย คือ มีทั้งภาพ เสียง และตัวหนังสือ ให้ด้วย แทนระบบเก่าที่มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้น ทำให้การออกเสียงตามคำอ่านที่เขียนในตำราหรือพจนานุกรมที่ผิดๆ เช่นคำว่า cat ในพจนานุกรมอังกฤษไทยจะเขียนคำอ่านเป็น แค้ท ซึ่งแปลมาจากคำอ่านพจนานุกรมอังกฤษเป็นอังกฤษ ทำให้คนไทยเข้าใจว่า ไม่ต้องออกเสียงตัว t ที่อยู่ตอนท้ายด้วย น่าจะเขียนคำอ่านเป็น แค่ท-ถึ (ออกเสียง ถึ เบาๆ) แต่ถ้าเราจัดทำสื่อการเรียนการสอนแบบมัลติมีเดีย เด็กก็จะได้ยินทั้งเสียงที่ถูกต้อง ได้เห็นภาพ และตัวหนังสือด้วย ซึ่งทำได้ไม่ยาก และต้นทุนก็ไม่มาก การเรียนของเด็กก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 สรุปด้วยตัวเอง
  ครูต้องพัฒนาการเด็กเป็นไปตามขั้นตอนให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งร้อนให้เป็นไปตามธรรมชาติของเด็ก ครูต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทั้ง4ด้าน จัดบรรยากาศภายในห้องเรียนให้เด็กเกิดความสนใจในการเรียนและเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ที่สำคัญครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก ประโยชน์ ของภาษาอังกฤษสำหรับครูปฐมวัย ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญมาก การสอนภาษาอังกฤษทำให้เด็กสื่อสารในชีวิตประจำวัน เด็กได้ใช้ทักษาต่างๆ เช่นการฟัง ฟังจากสื่อต่างๆที่ครูสอน หรือ ฟังจากเจ้าของภาษา  การสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กจะสามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่างชาติได้และอ่านภาษาต่างประเทศได้   ทำให้เด็กเป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งตอนนี้เข้าอาเซียนแล้วภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งคำคัญในการเรียนรู้

อ้างอิง
http://patiphan451.blogspot.com/
http://amonrat220.blogspot.com/2016/05/1.html
 http://pratumwai53.blogspot.com/2012/12/blog-post_28.html
https://sites.google.com/site/krujitpisut/khwam-sakhay-khxng-phasa-xangkvs

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

งานชิ้นที่ 1

งานชิ้นที่ 1

ค้นคว้า เกี่ยวกับ
1. การออกเสียงภาษาอังกฤษ
2. การลงเสียงเน้นหนักในคำ
3. ระดับเสียงสูงต่ำในประโยคอย่างถูกต้อง

ศึกษาจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัย อ้างอิง #อย่างน้อย 3 แหล่งข้อมูล
#หากนักศึกษาได้ข้อมูลจาก website ใด ๆ จะต้องทำการสรุปเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของตนเองด้วย

1. การออกเสียงภาษาอังกฤษ

บทความ การออกเสียงภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใช้ภาษาไทย เป็นบทความที่กล่าวถึง การออกเสียงตามหลักโดยอ้างอิงตามเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) เป็นส่วนใหญ่ บทความนี้ไม่ได้ใช้หลักการเขียนอ้างอิงตาม ราชบัณฑิตยสถาน เนื่องจากต้องการเน้นถึงการออกเสียงมากกว่า การเขียนคำทับศัพท์ สำหรับการออกเสียงอย่างละเอียด และสมบูรณ์ให้ดูที่ สัทอักษรสากล(IPA)
 เสียงพยัญชนะในภาษาอังกฤษ

เสียงแทรก Y (invisible Y) 

เสียงแทรก Y เป็นเสียงหลักที่ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันแตกต่างกับภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ สำหรับตัวอักษร D, N, S, T, X
คำที่ออกเสียง อู หลายคำจะมีเสียง Y แทรกในขณะที่ออกเสียง เช่น
university -- อ่านว่า /ยูนิเวอร์ซิตี้/ ไม่อ่านว่า อูนิเวอร์ซิตี้
value -- valyue อ่านว่า /แวล ยู/ หรือควบเป็น /แวลิว/ ฟัง เสียงคำว่า Value
vacuum -- vacyuum /แวค คยูม/
hue -- hyue /ฮิว/
cute -- cyute /คิวท์/
แต่จะมีตัวยกเว้น ตัว J
jewelry -- จูว์ล์รี่
jew -- (คนชาวยิว) อ่านว่า ยู /joo/ ไม่ใช่ /jyoo/ ยิว
แล้วตัวยกเว้นอีก คือ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษแบบอังกฤษหรือแบบบริเตน (Br: British English) จะมีเสียงแทรก Y แต่ถ้าอังกฤษอเมริกัน (Am) จะไม่มีเสียงแทรก Y ในคำที่ขึ้นต้นด้วย D, N, S, T, X
Mountain Due -- ... ดู /doo/ [Am] ดิว /dyue/ [Br]
news -- นูส์ /nooz/ [Am] /nyews/ [Br] เสียงคำว่า News อ่านแบบอเมริกัน
tube -- ทูบ [Am] ทิวบ์ [Br]
institute -- อินสติตูท [Am] Instityute อินสติติวท์ [Br] หรืออินสติชูท [Br]
student -- สตูเดนท์ [Am]สติวเดนท์ [Br] เสียงคำว่า Student อ่านแบบอเมริกัน
เสียงแทรก E (hidden E) 

ในภาษาอังกฤษ คำที่ประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัว ซึ่งตัวที่สองเป็นตัวอักษร E จะอ่านออกเสียงเหมือนมีการแทรกตัวอักษร E เข้าไปข้างหลังอีก 1 ตัว เช่น
be - อ่านว่า บี เหมือน /bee/
me - อ่านว่า มี เหมือน /mee/
คำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ที่ออกเสียง เอะ ในอเมริกาจะอ่านออกเสียง อี ซึ่งอ่านไม่ถูกต้อง เช่น
karaoke - คนอเมริกันจะอ่านเป็น คาราโอคี เหมือน karaokee ซึ่งต้องอ่านเป็น คาราโอเกะ
sake - คนอเมริกันจะอ่านเป็น ซาคี เหมือน sakee ซึ่งต้องอ่านเป็น สาเก
pokemon - คนอเมริกันจะอ่านเป็น โปกีมอน เหมือน pokeemon ซึ่งต้องอ่านเป็น โปเกมอน


เสียงพยัญชนะในภาษาอังกฤษ

เสียงพยัญชนะที่คนไทยออกเสียงได้ยาก คือ CH, G, L, R, S, SH, TH, V, W, X, และ Z
เสียงพยัญชนะส่วนใหญ่จะเป็นไปตามที่มีการเรียนการสอน โดยเสียงบางคำจะมีการดัดแปลงให้ง่ายต่อการออกเสียง หรืออาจจะมีการอ่านตามภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ เสียงพยัญชนะทั้งหมดเรียงตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษดังนี้
B -- บ ใบไม้ เช่น boy บอย
C -- เป็นได้ทั้ง ซ โซ่ ค ควาย และ ก ไก่ โดยส่วนมากจะออกเสียงดังนี้--CA, CO, CU -- ค ควาย เช่น car คาร์, come คัม, cute คิ้วท์
--CE, CI, CY -- ซ โซ่ เช่น cell เซลล์, city ซิตี้, cylinder ไซลินเดอร์
--SC -- ก ไก่ เช่น scar สการ์, screen สกรีน, scuba สกูบา
อย่างไรก็ตาม มีหลายคำที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อกำหนด
D -- ด เด็ก เช่น dog ด็อก
F -- ฟ ฟัน เช่น fun ฟัน
G -- ไม่มีเสียงในภาษาไทย เป็นเสียงควบของ ก ไก่ กับ ง งู หรือเสียงควบของ จ จาน กับ ย ยักษ์-- GA, GE, GO, GU - ออกเสียง ก-ง เช่น gas แก๊ส, get เก็ท, golf กอล์ฟ, gun กัน
-- GI - ออกเสียง จ-ย เช่น gigantic ไจแกนติค ยกเว้น gigabyte กิกะไบต์
H -- อ่านว่า เอช (ในอังกฤษอเมริกัน) ออกเสียงเหมือน ห หีบ และ ฮ นกฮูก เช่น hello เฮลโล
J -- จ จาน เช่น jet เจ็ท
K -- ออกเสียงได้ทั้งแบบ ค ควาย ก ไก่ และเสียงเงียบเสียงต้น -- ค ควาย เช่น kilogram คิโลแกรม
SK -- ก ไก่ เช่น sky สกาย, ski สกี
KN -- เสียงเงียบ (ไม่ออกเสียง) เช่น knee นี, knock น็อค, know โนว์
L -- คล้ายกับ ล ลิง สำหรับเสียงต้น และคล้ายกับเสียง น หนู-ว แหวน สำหรับเสียงสะกด (เขียนแทนด้วยตัว ล ลิง)เสียงต้น เช่น lance แลนซ์, look ลุก
เสียงสะกด เช่น mill มิลล์ (เรียกว่า dark L), oil โออิลโดยเสียงของตัวอักษร L (เช่น oil, nil) ออกเสียงโดยการลากปลายลิ้นไปแตะที่ปลายฟันเหมือนออกเสียง th
การออกเสียงของ LL (เช่น will, full) ออกเสียงโดยการลากปลายลิ้นไปแตะที่ปลายฟันเหมือนออกเสียง th และลากโคนลิ้นไปแตะเพดานอ่อนพร้อมๆ กัน (เสียงจะคล้ายๆ ง-ว)
M -- ม ม้า เช่น money มั้นนี่
N -- น หนู เช่น no โน
P -- พ พาน หรือ ป ปลาเสียงต้น -- พ พาน เช่น pest เพสท์, Peter อังกฤษ พีเทอ อเมริกัน พีเทอร์
SP -- ป ปลา เช่น span สแปน, spark อังกฤษ สปาค อเมริกัน สปาร์ค, sport อังกฤษ สปอต อเมริกัน สปอร์ต
Q -- ค ควาย หรือ ก ไก่QU -- ค ควาย ควบ ว แหวน เช่น queen ควีน
SQU -- ก ไก่ ควบ ว แหวน เช่น squid สกวิด, square อังกฤษ สแกว อเมริกัน สแกวร์
R -- คล้ายกับ ร เรือ สำหรับเสียงต้น และคล้ายเสียง เออร์ สำหรับเสียงท้ายเสียงต้น เช่น row โรว์
เสียงกลางประโยค เช่น born อังกฤษ บอน อเมริกัน บอร์น
เสียงท้าย เช่น fire อังกฤษ ไฟเออ อเมริกัน ไฟเออร์ เสียง R
เสียงของตัวอักษร R ออกเสียงโดยการลากลิ้นไปแตะที่เพดานปากด้านบนส่วนหลัง เหมือนคำว่า fire อ่านว่า ไฟ แล้วลากลิ้นไปแตะที่เพดานปาก เสียง เออร์ จะออกมาคล้ายกับเสียง ไฟเออร์
S -- เสียงต้น ออกเสียง ส เสือ ถ้าเป็นเสียงลงท้ายออกเหมือนเสียง ซือ ให้เสียงเหมือนลมผ่านช่องกระจก โดยพูดให้เพียงแค่ลมออกจากปาก และลำคอไม่สั่น (เป็นเสียงแบบ voiceless)เสียงต้น S -- sock ซ้อกค์
เสียงท้าย S -- case เคส
T -- ท ทหาร หรือ ต เต่าเสียงต้น -- ท ทหาร เช่น tank แทงก์
ST -- ต เต่า เช่น street สตรีท, star อังกฤษ สตา อเมริกัน สตาร์
V -- เสียงเหมือน ฝ ฝา-ว แหวน โดยเป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับ V F และ B พูดโดยการกัดริมฝีปากก่อนออกเสียง ว แหวน เช่น van แฝวน
W (ดับเบิ้ล ยู แต่พูดเร็วเร็ว ก็กลายเป็น ดับ-บ-ลิว) -- เสียงเหมือน ว แหวน แต่มีเสียงก้องในปาก พูดโดยการทำปากจู๋ก่อนแล้วตามด้วยออกเสียง ว แหวน เช่น wow วาว
X -- เสียงต้นเป็นเสียง ส เสือ และ ซ โซ่ เสียงท้ายเหมือน ค ควาย รวมกับเสียง เอสเสียงต้น -- xylem ไซเล็ม
เสียงท้าย -- box บ็อกซือ
Y -- ย ยักษ์ เช่น young ยัง, you ยู
Z -- (อ่านว่า ซี ในอังกฤษอเมริกัน หรือที่อ่านกันว่า เซท ในอังกฤษสำเนียงอื่น - แต่คนไทยออกเสียงว่า แซด) เสียงเหมือน ส เสือ และ ซ โซ่ เช่น zebra ซี-บร่าเสียงอักษร Z ต่างกับตัวอักษร C ตรงที่เวลาพูดจะมีการสั่นของเสียง (voice sound) โดยเมื่อเอามือจับที่ใต้ฟันล่าง แล้วออกเสียงจะมีการสั่นของลำคอ เหมือนกับการออกเสียง บ ใบไม้ กับ พ พาน หรือเสียง ด เด็ก กับ ท ทหาร (z, บ ใบไม้, พ พาน เป็นเสียงสั่น)
CH -- ออกเสียงได้ 3 แบบ ได้แก่ /CH/, /SH/ สำหรับคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส เช่น champagne, Chicago และเสียง /K/ สำหรับคำที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การศึกษา ดนตรี ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษากรีก เช่น chaos, stomach, architecture
/CH/ -- เสียง ช ช้าง เหมือนเสียง ท ทหาร ตามด้วยเสียง ช ช้าง พูดโดยการเอาลิ้นแตะโคนฟัน แล้วออกเสียง เฉอะ
/SH/ -- เสียง ช ช้างปกติคำที่เสียงแตกต่างกัน ในขณะที่เสียงไทยใกล้เคียงกัน เช่น ship chip, sheep cheap, shop chop ทดสอบที่โปรแกรมทดสอบแม่แบบ:Fn
/K/ -- เสียง ค ควาย ก็ได้ ถ้ามาจากภาษากรีก เป็นความหมายทางประวัติศาสตร์ ดนตรี การแพทย์ การศึกษา ฯลฯ เช่นchaos เคออส, stomachache สโตมัคเอค, chorus คอรัส
TH -- เสียงนี้ ไม่มีในภาษาไทย แต่ใกล้เคียงกับ /ด/ /ต/ /ส/ (เชื่อมั้ยละว่ามันใกล้กับ ส) เวลาออกเสียงเริ่มแรกกัดลิ้นเบาเบา แล้วพูด เช่น * THAT หรือว่า BATH พูดแล้วตอนจบกัดลิ้น THANK YOU กัดลิ้นแล้วพูดดู ไม่ใช่ แต้งกิ้ว แต่มันจะเป็นเสียง ผสม /ต//ซ/


เสียงสระในภาษาอังกฤษ
สระในภาษาอังกฤษประกอบด้วยตัวอักษร A E I O U แต่ในการใช้สระจะมีการใช้ผสมกันดังต่อไปนี้
ee -- เสียงอี เช่น feed ฟีด
i -- เสียงอิ เช่น fin ฟิน
i -- เสียงไอ เช่น bi ไบ (ถ้าไม่มีตัวอะไรต่อท้าย ส่วนมากจะเป็นไอ) แต่บางทีก็ไม่ใช่
a_e -- เสียง เอ เช่น fade เฟด
e -- เสียง เอะ เช่น fed เฟ็ด
a -- เสียง a จะเป็นเสียงกึ่งระหว่าง แอะ กับ อะ เช่น fad วิธีออกเสียงให้อ้าปากกว้างสุด แล้วออกเสียงเป็นเสียงระหว่างเสียง แฟด กับ ฟัด
u -- เสียง เออะ เช่น cup เคอะ-พ
o -- คล้ายเสียง เอาะ แต่อ้าปากกว้าง cop คอพ
oo -- เสียง อู เช่น boot บูท
ull -- เสียงที่อยู่ระหว่างสระ อุ กับสระ อู เช่น bull บูลล์
o_e -- เสียง โอ เช่น bone โบน
i_e -- เสียง ไอ เช่น fine ไฟน์
oi -- เสียง ออย เช่น coin คอยน์
ou -- เสียง อาว เช่น round ราวนด์
นอกจากนี้ สระที่อ่านออกเสียงแปลกไปจากสระทั่วไปเนื่องจากมาจากภาษาอังกฤษเดิมหรือภาษาอื่น เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ เช่น
come -- อ่านเหมือน cum คัม เป็นภาษาอังกฤษเดิม ที่มาจากคำว่า cume
dove -- อ่านว่า ดัฟ มาจาก duv สำหรับคำที่เป็นอดีตของ dive (dove) อ่านว่า โดฟ
entrée -- อ่านว่า อองเทร หรือ ออนเทร อาหารมื้อหลัก มาจากภาษาฝรั่งเศส
hors d'oeuvre -- อ่านว่า ออร์เดิร์ฟ
 
อ้างอิง https://www.youtube.com/watch?v=u7Qf4dYHSBA


2. การลงเสียงเน้นหนักในคำ

การเน้นเสียงในภาษาอังกฤษ Stress

ลักษณะสำคัญของภาษาอังกฤษคือ มีการออกเสียงเน้นหนักเบา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่งสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา เพราะถ้าออกเสียงเน้นหนักผิดพยางค์ก็อาจจะทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องออกเสียงเน้นหนักเบาให้ถูกต้อง 
1. ระดับเสียงเน้นหนักที่สุด (Primary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( , ) หน้าพยางค์ที่ลงเสียงหนักที่สุดในคำนั้น มีที่สังเกตคือ เสียงดังที่สุดและเสียง pitch สูงจะเกิดในคำเดี่ยวทุกครั้ง เช่น calendar
2. ระดับเสียงรอง (Secondary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ^ ) เหนือพยางค์ที่ลงเสียงรอง เช่น êducátion พยางค์แรกจะได้ secondary stress แต่พยางค์ที่สามจะได้primary stress

3. ระดับเสียงเบาปานกลาง (Teritiary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ` ) เหนือพยางค์ระดับเสียงนี้จะเกิดรวมกับ primary stress ในคำเดี่ยว ๆ ที่มีหลายพยางค์ เช่น fÓotbàll


4. ระดับเสียงเบาที่สุด (Weak Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ˇ ) เหนือพยางค์ หรือไมjใส่เครื่องหมายใด ๆ เลย โดยถือว่าพยางค์ที่ไม่มีเครื่องหมายกำกับคือ การไม่ลงเสียงหนัก (unstress) เช่น ŕhythm (พยางค์ที่สองเป็นเสียงเบา)


       นอกจากนี้ เสียงเน้นหนัก (stress) ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
              1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
              2. เสียงเน้นหนักในประโยค (Sentence Stress)



       นอกจากนี้ เสียงเน้นหนัก (stress) ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
        1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
        2. เสียงเน้นหนักในประโยค (Sentence Stress) 
1. เสียงเน้นหนักในคำ  (Word Stress)
       เสียงเน้นหนักในคำ คือ การเน้นเสียงหนักในพยางค์หนึ่งของคำโดยที่ผู้พูดจะออกเสียงพยางค์นั้นดังกว่าพยางค์อื่น ๆในคำเดียวกัน เช่น páper, contínueเป็นต้น คำในภาษาอังกฤษทุกคำจะมีพยางค์หนึ่งเท่านั้นที่ได้รับเสียงหนักเสมอผู้เรียนจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงการออกเสียงเน้นหนักในแต่ละคำให้ถูกต้องเสียก่อน
        หลักเกณฑ์สำหรับการลงเสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress) และในพยางค์(Syllabic Stress) ที่พอจะสรุปได้มีดังนี้
         1. การลงเสียงเน้นหนักในคำที่มี 2 พยางค์ขึ้นไป
                 ในคำสองพยางค์ขึ้นไปเสียงเน้นหนักสุดจะได้แก่ primary stressเสียงที่รองลงมาจะเป็น secondary stress ดังตัวอย่างต่อไปนี้
                  คำที่มีเสียงเน้นหนักสุดหรือ primary stress บนพยางค์ต้นของคำ ได้แก่
คำสองพยางค์                คำสามพยางค์                       คำสี่พยางค์
húsband                           póssible                              críticism
télephone                         spécialist                             ańswer
prógram                           ánimal                                 écretary
คำที่มีเสียงเน้นหนักสุดหรือ primary stress บนพยางค์ที่สองของคำ ได้แก่
คำสองพยางค์                   คำสามพยางค์                       คำสี่พยางค์
cashíer                              proféssor                               affírmative
helló                                  relátion                                  philósopher
2. การลงเสียงเน้นหนักในคําประสม
   คํานามประสม
       a. คํานามประสมระหว่างคํานามกับคํานามเวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่ส่วนแรกหรือคํานามแรก เช่น
                téapot                          drúgstorebús                               station
              fóotball                        hándbagbírthday                         cake
                       eárthquake                   hóusewifelánguage                     laboratory
                      แต่ถ้าคํานามประสมที่ประกอบด้วยคํานาม 3 คํา บางครั้งจะเน้นหนักที่คําที่สอง เช่น
                                                         waste-páper-basket
                                                         ginger-béer-bottle
          หรืออาจจะมีการเน้นเสียงลงบนคำที่หนึ่งที่สองก็ได้ เช่น
                     hót    wáter-bottle
                  b. คำนามประสมระหว่างคำคุณศัพท์กับคำนาม เวลาออกเสียงเน้นหนักที่สุดที่คำแรกคือที่คำคุณศัพท์ เช่น
                 bláckbird           hígh school           hótdog            díning room
                    c. คำนามประสมระหว่างคำกริยากับคำนาม เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่คำแรก เช่น  
                 wálking stick            wríting pad                líving room
         คำกริยาประสม
                 a. คำกริยาประสมระหว่างคำบุพบทกับคำกริยา เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่คำหลัง เช่น
                  understánd           overlóok           overcóme            undertáke
                 b. คำกริยาประสมประเภทคำกริยาสองคำ (two-word-verbs) เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่คำหลังคือที่คำวิเศษณ์หรือบุพบทนั้น
                    call úp             get ón              watch óut           take óff           
                    put ón             give úp            take óver            look áfter
                 c. คำกริยาประสมประเภทคำกริยาสามคำ  (three-word-verbs) เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่ส่วนประกอบส่วนที่สอง เช่น
                   run óut of        get alóng with         catch úp with        take cáre of
           คำคุณศัพท์ประสม
                   a. คำคุณศัพท์ประสมระหว่างคำคุณศัพท์กับคำคุณศัพท์เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่คำคุณศัพท์คำแรก เช่น
                   cóld-blooded                 bád-tempered
                   b. คำคุณศัพท์ประสมระหว่างคำนามกับคำคุณศัพท์ เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่คำนาม
                     péach-coloured
           คำประเภทอื่น ๆ
                    a. คำที่ลงท้ายด้วย –self หรือ –selves (reflexive pronouns) เวลาออกเสียงจะลงเสียงเน้นหนักที่ส่วนหลังคือที่ –self    หรือ –selves    เช่น
                       mysélf             himsélf             yoursélf             oursélves
                    b. คำที่ลงท้ายด้วย –teen จะลงเสียงหนักที่ส่วนหลังคือคำว่า –teen  แต่ตรงกันข้ามกับคำว่า –ty จะลงเสียงหนักที่ส่วนหน้า
                           sixtéen            síxty
                     c. คำสองพยางค์ที่เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา ถ้าเป็นคำนามลงเสียงเน้นหนักที่พยางค์แรกของคำถ้าเป็นคำกริยาลงเสียงเน้นหนักที่พยางค์หลังของคำคำนามคำกริยา
                            ábstract            abstráct
                            cóntest             contés     
        d. คำที่ลงท้ายด้วย suffix ต่อไปนี้ –tion, -sion, -ic, -ian, -tor, -ious,-ity, -ify, -itive, -ish จะเน้นหนักที่พยางค์หน้า suffix นั้น
                                  -tion                      -sion 
                             informátion             discússion              
                             imaginátion             comprehénsion
                     e. คำที่เติม prefix หน้าคำ และเติม suffix ท้ายคำ เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่พยางค์เดิมของคำที่ยังไม่ได้เติม prefix หรือ suffix นั้น
                               cleverness                    retúrn
                               abándonment               unimpórtant
                      f. คําที่มีตั้งแต่ 3 พยางค์ขึ้นไป ถ้าพยางค์ท้ายลงท้ายด้วย –al, -ate, -ble, -lly, -lar, -ment, y เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่พยางค์ที่สามนับจากพยางค์ท้าย
                                 -ate                               -al
                               appréciate                     oríginal
                               lassóciate                      práctica
                        นอกจากนี้ จะยกตัวอย่างที่ลงเสียงหนักต่างกัน ซึ่งจะทําให้มีความหมายต่างกันได้
                           1. green house    =     a house that is green
                               greenhouse     =     a grass structure used for growing plants.
                           2. black bird       =     any bird that is black.
                               blackbird        =     a particular kind of bird.
            2. เสียงเน้นหนักในประโยคและจังหวะ (Sentence Stress and Rhythm)
                   การลงเสียงเน้นหนักในประโยคก็เป็นสิ่งจําเป็นที่ผู้พูดควรต้องลงเสียงเน้นหนักให้ถูกต้อง เพราะจะมีความแตกต่างกันไปคือ ในประโยคภาษาอังกฤษอาจจะมีการเน้นเสียงหนักในคําได้หลายแห่ง บางประโยคอาจมีการเน้นถึง 3-4 แห่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความยาวของประโยคและความหมายที่ผู้พูดต้องการให้เข้าใจ ส่วนคําหรือพยางค์ ที่ไม่เน้นอาจจะมีการออกเสียงเร็วและรวบมากขึ้น เสียงเน้นหนักในประโยคนี้มักจะตกลงบนพยางค์ที่ลงเสียงเน้นหนักตัวสุดท้ายของประโยค แต่เสียงเน้นหนักในประโยคก็อาจจะเลื่อนจากคําหนึ่งไปอีกคําหนึ่งได้ในประโยคนั้น และความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วยในเวลาที่เสียงเน้นหนักเปลี่ยนที่ไป ดังนั้น จึงมีข้อพึงระวังในการพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามลักษณะภาษา  ดังนี้
                    1. การลงเสียงเน้นหนักในประโยคต้องลงให้ถูกต้อง มักจะลงเสียงหนักที่คําจําพวก content words ซึ่งเป็นคําประเภทที่มีความหมายในตัวเอง ได้แก่พวกคําnouns,verbs, adjectives, demonstratives or Interrogative ส่วนคําจําพวกfunction words ซึ่งเป็นคำพวกไม่ค่อยมีความหมายหรือมี ความหมายน้อยจะลงเสียงเบาได้แก่พวก  articles, prepositions, pronouns, conjunctions, auxiliary verbs และ relative pronouns เช่น
                                     He won it in the afternoon.
                                     She can swim.
                        แต่ถ้าลงเสียงหนักที่คําประเภท function words ในประโยคนั้น ก็แสดงว่าผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังสนใจจุดนั้น ๆ เช่น
                                    Bob got the first prize. (not you or Jim)
                                    The teacher will give it to her. (not to him)
                       2. การออกเสียงพยางค์ ที่ไม่ลงเสียงเน้นหนัก เรามักออกเสียงเบาหรือบางครั้งตัดเสียงพยัญชนะหน้าหรือหลังออกตามความนิยมของเจ้าของภาษา ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาสําหรับคนไทยที่จะให้ความสําคัญของคําแต่ละคําเท่ากันหมด
                                      I don’t like them. / ai don’t laik >m /
                           คําที่โดยทั่วไปจะไม่ลงเสียงเน้นได้แก่ a, an, and, of, or, the และ toนอกจาก
คําพวกนี้ก็ยังมีคําประเภท function words อื่น ๆ อีก
                                      get an egg / gεt әn εg /
                                       both of you / bouθ әv yu /
                         3. ในการพูดประโยคยาว ๆ นั้น เรามักจะหยุดเล็กน้อยระหว่างห่วงความคิด
(thought group) ก็เพื่อเหตุผลดังนี้
                              3.1 ช่วยให้ความหมายของสิ่งที่ผู้พูดต้องการพูดเด่นชัดขึ้น เช่น
                                       When my husband comes home / I’ll tell him the truth.
                              3.2 เพื่อจะเน้นข้อความที่เราต้องการสื่อความหมายเป็นพิเศษ
                              3.3 ถ้าเป็นประโยคยาว ๆ เราหยุดเพื่อผ่อนลมหายใจก่อนพูดต่อไป เช่น
                                         His parents / come from America/ to see their new grandson.
         4. การออกเสียงเชื่อมคําหรือพยางค์ (Linking) การออกเสียงเชื่อมคำหรือพยางค์อาศัย ความเข้าใจในเรื่องการแบ่งห้วงความคิดเป็นสําคัญ จะมีการทอดเสียงสุดท้ายของคําหน้าให้ต่อเนื่องกับเสียงแรกของคําต่อไป โดยเฉพาะเสียงแรกของคําต่อไปที่เป็นสระ เช่น
                                          one or two
                                         bacon and eggs


                             อ้างอิง https://www.youtube.com/watch?v=wPmECG4Q0fw&t=38

3. ระดับเสียงสูงต่ำในประโยคอย่างถูกต้อง

Intonation
นอกจากการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งสำคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มี Intonation   แล้ว intonation คืออะไร? มันก็คือเสียงขึ้นลงที่เราใช้ในเวลาพูด ถ้าสังเกตฝรั่งเวลาพูดเขาจะไม่พูดเสียงราบเรียบทั้งประโยค จะมีการขึ้น การลงของเสียง ซึ่งถ้าหากว่าเราอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษาเราก็ต้องมารู้จักหลักการในการออกเสียงขึ้นลงเหล่านี้ นอกจากนี้ยังช่วยในการฟังภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย
โดยปกติแล้ว รูปแบบของ intonation ในภาษาอังกฤษจะมี 2 รูปแบบหลักๆคือ
1. falling intonation   การลงเสียงต่ำ
2. rising intonation การขึ้นเสียงสูง
หลักการใช้คร่าวๆของแต่อันมีดังนี้ค่ะ
1. falling intonation ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้จะเป็นคำที่ลงเสียงต่ำ
1.1 ใช้กับประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ธรรมดา เช่น
  • It was quite bad.
  • I want to see him again.
1.2 ใช้สำหรับคำลงท้ายของประโยคคำถามแบบ Wh-question เช่น
  • What do you usually eat for lunch?
  • Who is that?
  • What’s it?
1.3 ใช้กับประโยคคำสั่งที่เน้น เช่น
  • Don’t make loud noise.
  • Sit down                                                                                                                                              2. rising intonation
2.1 ใช้ลงท้ายประโยคคำถามที่เป็นแบบ yes / no question

Is she a teacher?
Have you seen him?
Can I see it?
2.2 ใช้กับประโยคบอกเล่าธรรมดาที่เราต้องการให้มันเป็นคำถาม เช่น

You like it?
I can’t go?
2.3 ใช้ในการแสดงการทักทาย เช่น

Good Morning
Good afternoon
Good evening
2.4 เวลาต้องการเกริ่นนำก่อนเข้าเนื้อหา เราสามารถพูดวลีที่เป็นการเกริ่นนำให้เป็นเสียงสูงได้ เช่น

As we know, Thailand is an agricultural country.
2.5 ในการพูดถึง สิ่งของที่มีหลายอย่างเป็นหมวดหมู่ เรามักขึ้นเสียงสูงทุกคำแล้วลงเสียงต่ำที่คำสุดท้าย เช่น
I like to eat vegetables like carrot, tomato, and cabbage.


 อ้างอิง https://www.youtube.com/watch?v=74yv0eK3LMk

สรุปดัวยตัวเอง
เทคนิกการพูดภาษาอังกฤษ เราต้องฟังให้มากๆ และหัดพูดบ่อยๆ และการออกเสียง หนักเบา   ก็เป็นสิ่งสำคัญ และก็เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา เพราะถ้าออกเสียงเน้นหนักผิดพยางค์ก็อาจจะทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องออกเสียงเน้นหนักเบาให้ถูกต้อง และระดับเสียงสูงต่ำก็สำคัญ คือเสียงขึ้นลงที่เราใช้ในเวลาพูด ถ้าสังเกตฝรั่งเวลาพูดเขาจะไม่พูดเสียงราบเรียบทั้งประโยค จะมีการขึ้น การลงของเสียง
อ้างอิง
https://th.wikibooks.org/wiki/
http://wantongnoon.blogspot.com/
http://www.pasaangkit.com
https://www.youtube.com/watch?v=u7Qf4dYHSBA


งานชิ้นที่ 4 (แฟ้มสะสมงาน) ให้นักศึกษาสะสมงานที่ทำแต่ละสัปดาห์ โดยแจ้ง 1. เนื้อหา/กิจกรรม ที่ทำในสัปดาห์นั้น ๆ 2. ทักษะที่ได้/คว...